HIGHLIGHT :
- อาการเริ่มต้น
- ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
- การผ่าตัดและผลการผ่าตัด
- ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด
- การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด
ผู้หญิงหลายคนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว เราเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นด้วยซ้ำ แต่พอไปตรวจกลับเจอซีสต์ในรังไข่ขนาด 10 cm. มาเซอร์ไพรส์ต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมา
อาการเริ่มต้นก่อนจะรู้ตัวว่าเป็นซีสต์
1. ปวดท้องประจำเดือนมากผิดปกติ
ช่วงปี 2019 เราปวดท้องประจำเดือนมากผิดปกติ กินยาก็เอาไม่อยู่ ต้องนอนประคบร้อนอยู่หลายชั่วโมงถึงจะค่อย ๆ ดีขึ้น เป็นแบบนี้อยู่ตลอดทั้งปี จากที่ปกติเป็นคนไม่ค่อยปวดท้องประจำเดือน
2. กินอาหารได้นิดเดียวก็อิ่ม
ช่วงต้นปี 2020 เรากินมื้อเดียวอยู่ได้ทั้งวัน และไม่หิวด้วย น้ำหนักลดลงจาก 44 เหลือ 39-40 ใน 3 อาทิตย์
3. ปวดท้องน้อยทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ช่วงใกล้มีประจำเดือน
ปวดในลักษณะปวดบิด เป็น ๆ หาย ๆ
4. ปวดหัวมาก
ช่วงใกล้กลาง ๆ ปี 2020 เราเริ่มมีอาการปวดหัวมากอยู่บ่อย ๆ กินยาแก้ปวดทั่วไปจะเอาไม่อยู่เลย ต้องกิน Gofen เท่านั้น อาการถึงดีขึ้น
5. ประจำเดือนมาแบบผิดปกติ
ประจำเดือนมากะปริบกะปรอยตลอดทั้งเดือน ไม่มีช่วงเวลาหมดที่แน่นอน เป็นอยู่ประมาณ 3-4 เดือน
จึงตัดสินใจถามคุณหมอผิวหนังที่หาอยู่ เพราะเรามีกินยารักษาสิวอยู่ด้วย คิดว่าอาจจะเป็นเพราะเพิ่ม dose ยาหรือเปล่า แต่คุณหมอบอกว่าไม่เกี่ยวกัน เลยส่งตรวจคุณหมอสูที่สนิทกันให้ช่วยดูว่าสาเหตุที่ประจำเดือนมาผิดปกติเกิดจากอะไร และก็ตรวจพบว่าเป็นซีสต์ในรังไข่ขนาด 10 cm. คุณหมอสูก็เลยแนะนำให้ผ่าตัด
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
ขั้นตอนแรก คุณหมอจะนัดให้มาเจาะเลือดและตรวจร่างกาย แล้วก็รอฟังผล
ขั้นตอนที่สอง ทำเรื่องผ่าตัด แต่ของเราซีสต์มีขนาดค่อนข้างใหญ่คุณหมอเลยนัดมาเข้าที่ประชุมและอัลตร้าซาวน์อีกทีว่าควรจะผ่าตัดแบบไหน ผลออกมาว่าเราต้องผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องแทนการผ่าแบบส่องกล้อง เพราะเราตรวจเจอก้อนเนื้อที่ไม่รู้ว่าคืออะไร คุณหมอกลัวว่ามันจะแตกแล้วกระจายเป็นเนื้อร้าย เลยอยากให้ผ่าวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และเราก็ต้องไปเจาะเลือดตรวจดูค่ามะเร็งอีกทีว่ามีโอกาสที่จะเป็นหรือเปล่า แต่ก็ปกติดี
ขั้นตอนที่สาม หลังจากนั้น 1 อาทิตย์ คุณหมอโทรมานัดวันผ่าตัด และจองห้องให้ เราเลือกเป็นห้องเดี่ยวไป
ขั้นตอนสุดท้าย เข้าแอดมิดที่โรงพยาบาล 1 คืนก่อนผ่าตัด เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนผ่า คุณหมอนัดให้ไปตั้งแต่ 8 โมง เพื่อไปตรวจโควิด แล้วก็ทำเรื่องแอดมิด และโดนงดอาหารกินได้แต่พวกน้ำตั้งแต่เที่ยงวันเป็นต้นไป แนะนำให้กินมื้อเช้าไปก่อน ไม่งั้นจะหิวมาก ๆ แล้วช่วงเย็น ๆ จะเริ่มให้ยาล้างลำไส้จนกว่าจะไม่มีอาหารเหลืออยู่ คืนนี้แนะนำให้ตัดเล็บ อาบน้ำสระผมให้สะอาด ๆ เลย เพราะจะอาบน้ำไม่ได้จนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล
การผ่าตัดและผลการผ่าตัด
เช้าวันผ่าจะต้องเปลี่ยนชุดเป็นชุดสำหรับผ่าตัด และจะมีเตียงมารับไปห้องผ่าตัด พอไปถึงหน้าห้องจะมีคุณพยาบาลมาเจาะสายน้ำเกลือให้ แล้วก็เข้าห้องผ่าตัด หลังจากผ่าตัดเสร็จเค้าจะให้นอนดูระดับความเจ็บเพื่อที่จะให้ยาแก้ปวดแล้วก็จะพากลับห้อง เราใช้เวลาผ่าประมาณ 2 ชม. แต่เรากลับขึ้นห้องช้าไปอีก 2-3 ชม. จากที่เพื่อนบอก (เพื่อนเป็นคนอยู่เฝ้า) หลังจากที่กลับไปที่ห้องพักแล้วเราก็หลับยาวถึงเกือบทุ่ม พอตื่นขึ้นมาก็มีอาการอาเจียนตลอดทั้งคืน อันนี้คือทรมานมากจริง ๆ ทุกคนรู้ว่าอาการเวลาอาเจียนมันเป็นยังไง แล้วเพิ่งผ่าตัดมาเมื่อตอนเช้า เพื่อนเราเรียกคุณพยาบาลมาให้ยาแก้อาเจียนจนให้ยาไม่ได้ ต้องทนอยู่อย่างนั้นจนถึงเช้า ส่วนสาเหตุที่อาเจียนเป็นผลจากยา แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะยาสลบหรือยาลดอาการปวดหลังจากผ่าตัด
วันแรกหลังจากผ่าตัดก็คือนอนเป็นผู้ป่วยติดเตียงเลย ไม่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ เพราะมีสายปัสสาวะ ไม่ต้องเช็ดตัวเองด้วย มีคุณพยาบาลมาเช็ดตัวให้ วันที่สองหลังจากที่ถอดสายปัสสาวะแล้วก็มีสอนให้ลุกขึ้นมานั่ง เดินรอบ ๆ เตียง แล้วก็เปลี่ยนท่านอนบ้าง ให้พยายามเดินเพื่อให้ลำไส้กลับมาทำงานได้เร็ว ๆ ท้องจะได้ไม่อืด แล้วก็วนลูปเดิมจนวันที่สี่ คุณหมอที่ผ่าตัดให้มาหาแล้วก็มาประเมินว่าเราสามารถออกจากรพ. ได้แล้ว เค้าก็จะติดพลาสเตอร์กันน้ำให้ตอนกลับบ้านจะได้อาบน้ำได้
มาถึงผลการผ่าตัด คุณหมอบอกว่า เราเป็นเดอร์มอยด์ซีสต์ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับซีสต์ชนิดนี้ได้ในลิงก์ที่แนบไว้ เป็นซีสต์ที่หน้าตาค่อนข้างน่ากลัวทีเดียว คุณหมอไม่ได้ส่งรูปมาให้ แต่เอารูปมาให้ดู คือข้างในมีผม กระดูก และฟัน อยู่ในก้อนซีสต์ ส่วนสาเหตุไม่มีสาเหตุแน่ชัด คือเหมือนเซลล์มาเจริญตัวผิดที่ก็เลยเกิดเป็นซีสต์ขึ้นมา และผลชิ้นเนื้อเอาไปตรวจดูแล้วไม่เป็นมะเร็ง เป็นแค่เนื้องอกธรรมดา ตัดออกก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด
ค่าใช้จ่ายแบบรวมทุกอย่างแล้วตั้งแต่เริ่มไปตรวจครั้งแรกสุดที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นซีสต์ ประมาณ 40k
ห้องพักเราพักเป็นห้อง studio ห้องสะอาด วิวดี เพราะอยู่ชั้น 20 กว่า แล้วก็ไป 7-11 ง่าย มีอยู่ที่ชั้น 14 ไม่ต้องลงไปถึงชั้นล่าง


ทุกคนใจดีมากทั้งคุณหมอ คุณพยาบาล ไม่มีดุหรือทำอารมณ์เสียใส่เลย เราให้ยาทางสายน้ำเกลือแล้วปวดเค้าก็แก้ให้ใหม่ให้เราไม่เจ็บ ตอนถอดสายปัสสาวะที่หลาย ๆ คนจากที่เราไปอ่านรีวิวมาบอกว่าเจ็บ ที่นี่ไม่เจ็บเลย แบบดีมาก ๆ ทั้งคุณภาพและบริการ ถ้าใครไม่รู้จะผ่าที่ไหน เราแนะนำที่นี่มาก ๆ
แต่ก็มีข้อที่อยากติอย่างนึง อันนี้ไม่ใช่สำหรับทุกคนนะ แต่เรามีปัญหากับหมอนของรพ. เพราะเราเป็นคนนอนหมอนแข็งหรือหมอนที่แน่น ๆ แต่ที่นี่หมอนนิ่มแบบเหมือนนอนบนเตียงแบบไม่มีหมอนอะ ตอนเราอยู่เราต้องขอผ้าห่มเพิ่มเพื่อมารองใต้หมอน ไม่งั้นนอนไม่ได้เลย ปวดคอมาก ใครที่เป็นแบบเราแนะนำให้เอาหมอนไปเองนะ ส่วนใครที่นอนหมอนนิ่ม นี่คือสวรรค์ของคุณค่ะ
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด
1. การกินอาหาร
พยายามกินอาหารที่ย่อยง่าย อาหารเหลว ๆ พวกโจ๊ก ข้าวต้ม กินผักเยอะ ๆ เพื่อให้ลำไส้กลับมาทำงานไว ๆ จะได้ถ่ายสะดวกไม่อึดอัด ส่วนอาหารที่เรากินช่วง 1 อาทิตย์แรก มื้อแรกของวันเรากินผัดผักกับข้าวสวย แล้วก็กล้วยหักมุก 2 ลูก มื้อเย็นเรากินแค่กล้วยหักมุก 3 ลูก ทุกวันกินวนอยู่แค่นี้เลย เรากินแบบนี้ 4 วันก็กลับมาถ่ายได้ปกติแล้ว แล้วก็ค่อย ๆ กินอะไรที่มีเนื้อสัตว์มากขึ้น แต่ก็ต้องค่อย ๆ ปรับเพราะช่วงแรกจะท้องอืดบ่อยมาก
2. อาการท้องอืด
หลังจากกินอาหารเสร็จแล้วก็กิน Air-X แก้ท้องอืด นั่งพักสักแปปนึงแล้วค่อย ๆ เดินช้า ๆให้ได้ 30 นาทีต่อวัน แต่อย่าเดินเยอะเกิน เดี๋ยวแผลช้ำ
5. อาการท้องบวม
หลังผ่าตัดจะมีอาการท้องบวม ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนถึงจะยุบ ช่วงแรก ๆ ใส่ชุดที่ใส่สบาย ๆ ไม่รัดหรือกดทับหน้าท้องไม่งั้นจะอึดอัดมาก แล้วจะเจ็บแผลด้วย ช่วงเดือนแรกอยู่แต่บ้านเลยดีที่สุด
3. การลุกขึ้น-ลง หรือการนอน
ตะแคงข้างที่ไม่ได้ผ่าลงเอาแขนช่วยแบ่งน้ำหนักทั้งตอนนั่งและตอนนอน
4. การดูแลแผล
ใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลช่วยลดการเกิดรอยแผลเป็นนูน คุณหมอแนะนำยี่ห้อ Cica-care มา หน้าตาเป็นแบบนี้ มีหลายไซซ์ อยู่ได้ประมาณ 14-30 วัน แปะไว้ตลอดเวลา เอาออกแค่ตอนอาบน้ำ เอาไปล้างน้ำฟอกสบู่เบา ๆ ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วเอามาแปะใหม่

สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนสำรวจร่างกายตัวเองดี ๆ อย่าเพิกเฉยกับความผิดปกติ เรื่องสุขภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะถ้าเป็นหนัก มันอาจจะสายเกินแก้แล้ว ทั้งกับคนในครอบครัวเองด้วย ถ้าไม่ได้ลำบากอะไร แนะนำซื้อประกันสุขภาพไว้ตั้งแต่ตอนที่แข็งแรง เพราะถ้าตรวจเจอแล้วมันจะมีบันทึกอยู่ในประวัติ ประกันจะไม่คุ้มครองโรคที่เราเคยเป็น หรือไม่ก็ไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี จะได้รู้ว่าเราควรจะต้องระวังเรื่องอะไรมากขึ้น
อ้างอิง











