รีวิว ผ่าซีสต์ในรังไข่ ที่รพ.จุฬาฯ

HIGHLIGHT :

  • อาการเริ่มต้น
  • ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
  • การผ่าตัดและผลการผ่าตัด
  • ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด
  • การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด

ผู้หญิงหลายคนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว เราเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นด้วยซ้ำ แต่พอไปตรวจกลับเจอซีสต์ในรังไข่ขนาด 10 cm. มาเซอร์ไพรส์ต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมา 

อาการเริ่มต้นก่อนจะรู้ตัวว่าเป็นซีสต์

1. ปวดท้องประจำเดือนมากผิดปกติ

ช่วงปี 2019 เราปวดท้องประจำเดือนมากผิดปกติ กินยาก็เอาไม่อยู่ ต้องนอนประคบร้อนอยู่หลายชั่วโมงถึงจะค่อย ๆ ดีขึ้น เป็นแบบนี้อยู่ตลอดทั้งปี จากที่ปกติเป็นคนไม่ค่อยปวดท้องประจำเดือน

2. กินอาหารได้นิดเดียวก็อิ่ม

ช่วงต้นปี 2020 เรากินมื้อเดียวอยู่ได้ทั้งวัน และไม่หิวด้วย น้ำหนักลดลงจาก 44 เหลือ 39-40 ใน 3 อาทิตย์

3. ปวดท้องน้อยทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ช่วงใกล้มีประจำเดือน

ปวดในลักษณะปวดบิด เป็น ๆ หาย ๆ

4. ปวดหัวมาก

ช่วงใกล้กลาง ๆ ปี 2020 เราเริ่มมีอาการปวดหัวมากอยู่บ่อย ๆ กินยาแก้ปวดทั่วไปจะเอาไม่อยู่เลย ต้องกิน Gofen เท่านั้น อาการถึงดีขึ้น

5. ประจำเดือนมาแบบผิดปกติ

ประจำเดือนมากะปริบกะปรอยตลอดทั้งเดือน ไม่มีช่วงเวลาหมดที่แน่นอน เป็นอยู่ประมาณ 3-4 เดือน

จึงตัดสินใจถามคุณหมอผิวหนังที่หาอยู่ เพราะเรามีกินยารักษาสิวอยู่ด้วย คิดว่าอาจจะเป็นเพราะเพิ่ม dose ยาหรือเปล่า แต่คุณหมอบอกว่าไม่เกี่ยวกัน เลยส่งตรวจคุณหมอสูที่สนิทกันให้ช่วยดูว่าสาเหตุที่ประจำเดือนมาผิดปกติเกิดจากอะไร และก็ตรวจพบว่าเป็นซีสต์ในรังไข่ขนาด 10 cm. คุณหมอสูก็เลยแนะนำให้ผ่าตัด 

ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

ขั้นตอนแรก คุณหมอจะนัดให้มาเจาะเลือดและตรวจร่างกาย แล้วก็รอฟังผล

ขั้นตอนที่สอง ทำเรื่องผ่าตัด แต่ของเราซีสต์มีขนาดค่อนข้างใหญ่คุณหมอเลยนัดมาเข้าที่ประชุมและอัลตร้าซาวน์อีกทีว่าควรจะผ่าตัดแบบไหน ผลออกมาว่าเราต้องผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องแทนการผ่าแบบส่องกล้อง เพราะเราตรวจเจอก้อนเนื้อที่ไม่รู้ว่าคืออะไร คุณหมอกลัวว่ามันจะแตกแล้วกระจายเป็นเนื้อร้าย เลยอยากให้ผ่าวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และเราก็ต้องไปเจาะเลือดตรวจดูค่ามะเร็งอีกทีว่ามีโอกาสที่จะเป็นหรือเปล่า แต่ก็ปกติดี

ขั้นตอนที่สาม หลังจากนั้น 1 อาทิตย์ คุณหมอโทรมานัดวันผ่าตัด และจองห้องให้ เราเลือกเป็นห้องเดี่ยวไป

ขั้นตอนสุดท้าย เข้าแอดมิดที่โรงพยาบาล 1 คืนก่อนผ่าตัด เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนผ่า คุณหมอนัดให้ไปตั้งแต่ 8 โมง เพื่อไปตรวจโควิด แล้วก็ทำเรื่องแอดมิด และโดนงดอาหารกินได้แต่พวกน้ำตั้งแต่เที่ยงวันเป็นต้นไป แนะนำให้กินมื้อเช้าไปก่อน ไม่งั้นจะหิวมาก ๆ แล้วช่วงเย็น ๆ จะเริ่มให้ยาล้างลำไส้จนกว่าจะไม่มีอาหารเหลืออยู่ คืนนี้แนะนำให้ตัดเล็บ อาบน้ำสระผมให้สะอาด ๆ เลย เพราะจะอาบน้ำไม่ได้จนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล

การผ่าตัดและผลการผ่าตัด

เช้าวันผ่าจะต้องเปลี่ยนชุดเป็นชุดสำหรับผ่าตัด และจะมีเตียงมารับไปห้องผ่าตัด พอไปถึงหน้าห้องจะมีคุณพยาบาลมาเจาะสายน้ำเกลือให้ แล้วก็เข้าห้องผ่าตัด หลังจากผ่าตัดเสร็จเค้าจะให้นอนดูระดับความเจ็บเพื่อที่จะให้ยาแก้ปวดแล้วก็จะพากลับห้อง เราใช้เวลาผ่าประมาณ 2 ชม. แต่เรากลับขึ้นห้องช้าไปอีก 2-3 ชม. จากที่เพื่อนบอก (เพื่อนเป็นคนอยู่เฝ้า) หลังจากที่กลับไปที่ห้องพักแล้วเราก็หลับยาวถึงเกือบทุ่ม พอตื่นขึ้นมาก็มีอาการอาเจียนตลอดทั้งคืน อันนี้คือทรมานมากจริง ๆ ทุกคนรู้ว่าอาการเวลาอาเจียนมันเป็นยังไง แล้วเพิ่งผ่าตัดมาเมื่อตอนเช้า เพื่อนเราเรียกคุณพยาบาลมาให้ยาแก้อาเจียนจนให้ยาไม่ได้ ต้องทนอยู่อย่างนั้นจนถึงเช้า ส่วนสาเหตุที่อาเจียนเป็นผลจากยา แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะยาสลบหรือยาลดอาการปวดหลังจากผ่าตัด

วันแรกหลังจากผ่าตัดก็คือนอนเป็นผู้ป่วยติดเตียงเลย ไม่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ เพราะมีสายปัสสาวะ ไม่ต้องเช็ดตัวเองด้วย มีคุณพยาบาลมาเช็ดตัวให้ วันที่สองหลังจากที่ถอดสายปัสสาวะแล้วก็มีสอนให้ลุกขึ้นมานั่ง เดินรอบ ๆ เตียง แล้วก็เปลี่ยนท่านอนบ้าง ให้พยายามเดินเพื่อให้ลำไส้กลับมาทำงานได้เร็ว ๆ ท้องจะได้ไม่อืด แล้วก็วนลูปเดิมจนวันที่สี่ คุณหมอที่ผ่าตัดให้มาหาแล้วก็มาประเมินว่าเราสามารถออกจากรพ. ได้แล้ว เค้าก็จะติดพลาสเตอร์กันน้ำให้ตอนกลับบ้านจะได้อาบน้ำได้

มาถึงผลการผ่าตัด คุณหมอบอกว่า เราเป็นเดอร์มอยด์ซีสต์ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับซีสต์ชนิดนี้ได้ในลิงก์ที่แนบไว้ เป็นซีสต์ที่หน้าตาค่อนข้างน่ากลัวทีเดียว คุณหมอไม่ได้ส่งรูปมาให้ แต่เอารูปมาให้ดู คือข้างในมีผม กระดูก และฟัน อยู่ในก้อนซีสต์ ส่วนสาเหตุไม่มีสาเหตุแน่ชัด คือเหมือนเซลล์มาเจริญตัวผิดที่ก็เลยเกิดเป็นซีสต์ขึ้นมา และผลชิ้นเนื้อเอาไปตรวจดูแล้วไม่เป็นมะเร็ง เป็นแค่เนื้องอกธรรมดา ตัดออกก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว

ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด

ค่าใช้จ่ายแบบรวมทุกอย่างแล้วตั้งแต่เริ่มไปตรวจครั้งแรกสุดที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นซีสต์ ประมาณ 40k

ห้องพักเราพักเป็นห้อง studio ห้องสะอาด วิวดี เพราะอยู่ชั้น 20 กว่า แล้วก็ไป 7-11 ง่าย มีอยู่ที่ชั้น 14 ไม่ต้องลงไปถึงชั้นล่าง

ทุกคนใจดีมากทั้งคุณหมอ คุณพยาบาล ไม่มีดุหรือทำอารมณ์เสียใส่เลย เราให้ยาทางสายน้ำเกลือแล้วปวดเค้าก็แก้ให้ใหม่ให้เราไม่เจ็บ ตอนถอดสายปัสสาวะที่หลาย ๆ คนจากที่เราไปอ่านรีวิวมาบอกว่าเจ็บ ที่นี่ไม่เจ็บเลย แบบดีมาก ๆ ทั้งคุณภาพและบริการ ถ้าใครไม่รู้จะผ่าที่ไหน เราแนะนำที่นี่มาก ๆ

แต่ก็มีข้อที่อยากติอย่างนึง อันนี้ไม่ใช่สำหรับทุกคนนะ แต่เรามีปัญหากับหมอนของรพ. เพราะเราเป็นคนนอนหมอนแข็งหรือหมอนที่แน่น ๆ แต่ที่นี่หมอนนิ่มแบบเหมือนนอนบนเตียงแบบไม่มีหมอนอะ ตอนเราอยู่เราต้องขอผ้าห่มเพิ่มเพื่อมารองใต้หมอน ไม่งั้นนอนไม่ได้เลย ปวดคอมาก ใครที่เป็นแบบเราแนะนำให้เอาหมอนไปเองนะ ส่วนใครที่นอนหมอนนิ่ม นี่คือสวรรค์ของคุณค่ะ

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด

1. การกินอาหาร

พยายามกินอาหารที่ย่อยง่าย อาหารเหลว ๆ พวกโจ๊ก ข้าวต้ม กินผักเยอะ ๆ เพื่อให้ลำไส้กลับมาทำงานไว ๆ จะได้ถ่ายสะดวกไม่อึดอัด ส่วนอาหารที่เรากินช่วง 1 อาทิตย์แรก มื้อแรกของวันเรากินผัดผักกับข้าวสวย แล้วก็กล้วยหักมุก 2 ลูก มื้อเย็นเรากินแค่กล้วยหักมุก 3 ลูก ทุกวันกินวนอยู่แค่นี้เลย เรากินแบบนี้ 4 วันก็กลับมาถ่ายได้ปกติแล้ว แล้วก็ค่อย ๆ กินอะไรที่มีเนื้อสัตว์มากขึ้น แต่ก็ต้องค่อย ๆ ปรับเพราะช่วงแรกจะท้องอืดบ่อยมาก

2. อาการท้องอืด

หลังจากกินอาหารเสร็จแล้วก็กิน Air-X แก้ท้องอืด นั่งพักสักแปปนึงแล้วค่อย ๆ เดินช้า ๆให้ได้ 30 นาทีต่อวัน แต่อย่าเดินเยอะเกิน เดี๋ยวแผลช้ำ

5. อาการท้องบวม

หลังผ่าตัดจะมีอาการท้องบวม ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนถึงจะยุบ ช่วงแรก ๆ ใส่ชุดที่ใส่สบาย ๆ ไม่รัดหรือกดทับหน้าท้องไม่งั้นจะอึดอัดมาก แล้วจะเจ็บแผลด้วย ช่วงเดือนแรกอยู่แต่บ้านเลยดีที่สุด

3. การลุกขึ้น-ลง หรือการนอน

ตะแคงข้างที่ไม่ได้ผ่าลงเอาแขนช่วยแบ่งน้ำหนักทั้งตอนนั่งและตอนนอน

4. การดูแลแผล

ใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลช่วยลดการเกิดรอยแผลเป็นนูน คุณหมอแนะนำยี่ห้อ Cica-care มา หน้าตาเป็นแบบนี้ มีหลายไซซ์ อยู่ได้ประมาณ 14-30 วัน แปะไว้ตลอดเวลา เอาออกแค่ตอนอาบน้ำ เอาไปล้างน้ำฟอกสบู่เบา ๆ ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วเอามาแปะใหม่

สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนสำรวจร่างกายตัวเองดี ๆ อย่าเพิกเฉยกับความผิดปกติ เรื่องสุขภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะถ้าเป็นหนัก มันอาจจะสายเกินแก้แล้ว ทั้งกับคนในครอบครัวเองด้วย ถ้าไม่ได้ลำบากอะไร แนะนำซื้อประกันสุขภาพไว้ตั้งแต่ตอนที่แข็งแรง เพราะถ้าตรวจเจอแล้วมันจะมีบันทึกอยู่ในประวัติ ประกันจะไม่คุ้มครองโรคที่เราเคยเป็น หรือไม่ก็ไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี จะได้รู้ว่าเราควรจะต้องระวังเรื่องอะไรมากขึ้น

อ้างอิง

ค่าห้องพักรพ.จุฬาฯ

Cica-Care

5 สุดยอดหนังแฟชั่นน่าดู

คงต้องพูดถึงกันก่อนว่าหนังแฟชั่นไม่ได้มีแค่การใส่เสื้อผ้าสวย ๆ เดินไปเดินมาในเรื่องกันแค่นั้น เค้ายังเล่าถึง process ต่าง ๆ ก่อนที่เราจะเห็นออกมาเป็น product เนี่ยต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งวงการแฟชั่นก็ไม่ได้มีแค่การทำเสื้อผ้าอย่างเดียวเนอะ ยังมีการทำนิตยสาร การทำโชว์ต่าง ๆ การถ่ายรูป รวมไปถึงการตามหา inspiration ของคนคนนึงว่ามีที่มาจากไหนยังไง แต่วันนี้เราไม่ได้จะแนะนำหนังที่มีตีมหลักเป็นเรื่องแฟชั่นอย่างเดียวหรอกนะ ยังมีหนังที่โดดเด่นในเรื่องของคอสตูมและมีตีมเรื่องความรักเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และขอรับรองถึงความ ‘แซ่บ’ ของทั้งตัวหนังและตัวนักแสดงเลย

The Devil Wears Prada

เรื่องแรก The Devil Wears Prada

เรื่องนี้เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือชื่อเดียวกัน เราว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ เพราะดังมาก เป็นหนังที่เล่าถึงการทำงานในวงการแฟชั่น ซึ่งตัวเอก Andrea (Ann Hathaway) นักศึกษาจบใหม่ที่ความรู้ในเรื่องแฟชั่นเป็นศูนย์ มาสมัครงานเป็นผู้ช่วยของ Miranda Priestly บก. สุดเนี้ยบของนิตยสารแฟชั่นอันดับ 1 ที่เค้าว่ากันว่าคานี้ได้มาจาก Anna Wintour บก. Vogue อเมริกา แอบกระซิบว่า Andrea หลังแปลงโฉมแล้วคือสวยมาก

Breakfast at Tiffany’s

เรื่องที่ 2 Breakfast at Tiffany’s

เรื่องนี้เป็นหนังคลาสสิกในช่วงยุค 60 ที่แสดงโดยไอคอนระดับโลกอย่าง Audrey Hepburn ในบท Holly Golightly สาวสังคมที่ต้องการจะแต่งงานกับมหาเศรษฐี แฟชั่นในเรื่องนี้โดดเด่นมาก ๆ และเป็นต้นกำเนิดของ LBD (Little Black Dress) เดรสสั้นสีดำสำหรับใส่ไปงานเลี้ยงอีกด้วย ซึ่งลุคคลาสสิกที่เป็นที่จดจำมากที่สุดของเธอในเรื่องนี้ก็คือ เดรสสั้นสีดำ แมทช์กับสร้อยมุก และแว่นกันแดด

The Great Gatsby

เรื่องที่ 3 The Great Gatsby

เรื่องนี้ก็ตามชื่อเรื่องเลยเสื้อผ้าหน้าผมมีความ Gatsby vibes ทั้งเรื่อง แล้วชุดก็ไม่ได้ธรรมดานะ เป็นหนังที่ลงทุนกับคอสตูมมาก เพราะออกแบบโดย Miuccia Prada ดีไซน์เนอร์ของ Prada และมีนักแสดงนำของเรื่องอย่าง Leonardo Dicaprio ที่เป็นขวัญใจของใครหลายคน ซึ่งตีมหลักของเรื่องนี้เป็นเรื่องความรัก setting หลัง WWI ช่วงที่อเมริกากำลังรุ่งเรืองแบบสุด ๆ แฟชั่นก็จะหรูหราหมาเห่ามาก ๆ และเพราะหนังเรื่องนี้ทำให้ Gatsby กลายเป็นตีมที่นิยมไปทั่วโลก

Bill Cunningham New York

เรื่องที่ 4 Bill Cunningham New York

เรื่องนี้เป็นสารคดีเกี่ยวกับ Bill Cunningham ช่างภาพสตรีทแฟชั่นระดับ Legend แห่งหนังสือพิมพ์ New York Times ที่มักจะปั่นจักรยานไปแถว ๆ ย่าน Fifth Avenue เพื่อถ่ายรูปคนที่เดินผ่านไปผ่านมาตามถนน เพื่อเอามาลงคอลัมน์ที่เขียนให้แก่หนังสือพิมพ์ New York Times เป็นหนังอีกเรื่องที่ดูแล้วแบบประทับใจใน passion ของเค้านะ แล้วก็รู้สึก inspiring มากหลังจากที่ดู

Coco Before Chanel

รื่องที่ 5 Coco Before Chanel

เรื่องนี้เป็นหนังฝรั่งเศสที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Gabrielle Coco Chanel ที่เล่าตั้งแต่ช่วงที่ยังเป็นแค่ช่างเย็บผ้า ก่อนจะกลายมาเป็นดีไซน์เนอร์ที่รู้จักกันไปทั่วโลก คือ Chanel เป็นแบรนด์ที่แม้แต่คนที่ไม่ได้สนใจแฟชั่นก็ยังรู้จัก เราว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าดูมากอีกเรื่องนึงเลยว่าเค้าทำยังไงถึงมาอยู่ในจุดนี้ได้

นี่เป็นหนัง 5 เรื่องที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนดูมาก ๆ ซึ่ง 3 เรื่องแรก เราว่าคนที่ไม่ได้อินกับแฟชั่นก็สามารถสนุกไปกับหนังได้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ล้วนแต่เป็นหนังดีน่าดูสำหรับทุกคน เราว่าแค่เราเปิดใจก็ได้รู้อะไรใหม่ ๆ อีกเยอะเลย

วิธีการเลือกแว่นให้เข้ากับรูปหน้า

พอกันทีกับการพลาดพลั้งแว่นไม่เข้ากับหน้า ใส่ขึ้นมาแล้วดูแปลก

วันนี้เราเลยจะมาแนะนำแว่นที่เหมาะกับใบหน้าในแต่ละทรงดังนี้

1. หน้าทรงกลม จะมีใบหน้าค่อนข้างสั้น โครงหน้าตั้งแต่โหนกแก้มถึงช่วงสันกรามกว้างเสมอกัน ความกว้างของคางกับหน้าผากจะมีขนาดพอ ๆ กัน ทรงแว่นที่เหมาะกับคนหน้ากลมก็คือแว่นทรงเหลี่ยม เนื่องจากแว่นอยู่ในจุดศูนย์กลางของใบหน้า ก็จะช่วยพรางสายตาให้รูปหน้าเป็นไปตามทรงของแว่นไม่ให้ทุกอย่างดูกลมไปหมด

2. หน้าทรงเหลี่ยม หน้าผากและคางจะค่อนข้างกว้าง และโครงหน้าด้านข้างจะเป็นเส้นตรงซึ่งพอเชื่อมกับสันกรามแล้วจะทำให้ใบหน้าเป็นทรงเหลี่ยม จึงเหมาะกับแว่นทรงกลมหรือแว่นทรงโค้งที่ไม่มีมุมตัดแบบหักมุม

3. หน้ารูปไข่ หน้าผากจะไม่กว้างมาก โหนกแก้มจะเป็นจุดที่กว้างที่สุดของใบหน้า แล้วค่อย ๆ เรียวลง เป็นทรงเดียวกับไข่ ซึ่งรูปหน้านี้สามารถใส่แว่นได้ทุกทรง

4. หน้าทรงเพชร จะมีหน้าผากแคบ คางเรียวเหมือนฐานของเพชร และมีโหนกแก้มสูง เหมาะกับแว่นทรงรีหรือทรงกลมเพื่อเพิ่มความมนให้กับใบหน้า

Tips :

1. การเลือกสีของแว่นถ้าเป็นคนผิวเข้มให้เลือกแว่นสีอ่อนกว่าสีผิว แต่ถ้าผิวขาวให้เลือกแว่นสีดำหรือสีน้ำตาล เพื่อไม่ให้หน้าดูจืด

2. ถ้าเป็นคนที่หน้าใหญ่ให้เลือกทรงแว่นที่ใหญ่พอจะปิดโหนกแก้มได้เพื่อช่วยพรางให้ใบหน้าดูเล็กลง

Content Creator กับสื่อยุคใหม่

คงต้องบอกว่า ณ ปัจจุบันนี้สื่อใหม่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเราอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่เราใช้มันอยู่ทุกวัน วันไหนถ้าไม่ได้เล่นจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นยุคที่กำลังฆ่าสื่อเก่าให้ค่อย ๆ ตายลง ถ้าหากไม่ปรับตัวหรือปรับตัวตามไม่ได้ เช่น นิตยสารบางฉบับที่ต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีคนซื้ออ่าน เนื่องจากคนหันมานิยมอ่านแบบออนไลน์กันหมด และตัวเองนั้นก็ไม่ยอมที่จะปรับตัว แต่นิตยสารที่ยังอยู่ได้ก็คือนิตยสารที่หันมาเผยแพร่ content แบบออนไลน์ควบคู่ไปกับการผลิตเป็นเล่มจำหน่ายด้วยถึงยังอยู่รอด ซึ่งเป็นตัวอย่างของ natural selection ได้อย่างดีทีเดียว

แล้วถ้าอยากทำ content ลงบนสื่อใหม่ต้องทำยังไง?

อันดับแรกต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การจะผลิต content ขึ้นมาต้องไม่ใช่การลอก เรามี reference ได้ มี inspiration จากงานของคนอื่นได้ แต่ต้องมีความคิดที่เป็น original ของตัวเราเองด้วย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเกิน 70% ขึ้นไป แล้วนอกจากเรื่องความ original ของ content แล้วยังมีอีกหลายอย่างที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การผลิต content บนสื่อใหม่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ขั้นตอนแรกของการทำ content คือ การคิดว่าจะทำอะไร จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร มันดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ นะ แต่พอจะเริ่มทำกันจริง ๆ คิดไม่ออก เพราะงั้นให้เริ่มต้นด้วยการมองหาจากสิ่งที่ตัวเองสนใจก่อน เอาแบบเป็นหัวข้อกว้าง ๆ ก็ได้ พอได้แล้วก็มาดูว่า หัวข้อที่เราคิดมา คิดว่าคนต้องรู้หรืออยากจะรู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งนี้บ้าง ถ้าให้นั่งคิดเองก็คงคิดกันหัวแตก เรามีตัวช่วยมาแนะนำคือ Google Trends เป็นเครื่องมือที่ช่วยหาว่าหัวข้อที่เราสนใจ คนอื่น ๆ กำลังพูดถึงเรื่องอะไรในหัวข้อนั้นอยู่ เช่น

google trends การแต่งตัว 1
google trends การแต่งตัว 2

เมื่อเรา search หัวข้อของเราลงไปแล้ว ให้เลื่อนลงมาด้านล่างจะเห็นว่าคนส่วนใหญ่สนใจเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับ topic นั้น อย่างตัวอย่างจะเห็นว่าเราเลือกหัวข้อเรื่องการแต่งตัว และข้อมูลที่คนอยากรู้คือ การแต่งตัวผู้หญิงเท่ ๆ การแต่งตัวคนอวบขาใหญ่ เราก็เอาสิ่งเหล่านี้ที่คนกำลังให้ความสนใจมาเขียน แต่เราก็ต้องไป observe งานของคนอื่นที่ทำแบบเดียวกับเราด้วยนะ เพราะเราต้องทำให้แตกต่างจากของเค้า ไปดูงานหลาย ๆ อันแล้วหาจุดเด่นที่จะเอามาเป็นจุดขายของตัวเอง

ขั้นที่ 2 เลือกกลุ่มเป้าหมาย หลังจากที่ได้หัวข้อแล้วก็ต้องมากำหนดกลุ่มเป้าหมายว่าจะทำให้ใครอ่าน เด็ก ผู้ใหญ่ ช่วงวัยไหน อายุเท่าไหร่ รายได้ เพื่อที่จะ scope เนื้อหาว่าควรจะทำเนื้อหาประมาณไหนให้เหมาะสมกับ target ของเรา เช่น เราทำเพจแฟชั่นการแต่งตัว เรากำหนดกลุ่มเป้าหมายของเราคือ ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20-30 ปี ที่สนใจด้านแฟชั่น และมีงบประมาณในการซื้อเสื้อผ้าตั้งแต่ 6000 บาทขึ้นไป เพื่อที่เราจะได้เลือกถูกว่าควรจะ create look ประมาณไหนถึงจะเหมาะสมกับช่วงวัยของกลุ่มเป้าหมายเรา

ต่อมาขั้นที่ 3 เลือกว่าจะเขียนลงแพลตฟอร์มอะไร เช่น Facebook Twitter Instagram Youtube Website ฯลฯ ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงต้องเลือกก็เพราะ แต่ละแพลตฟอร์มมี target และมีรูปแบบการแสดงเนื้อหาแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น อย่าง IG ก็คือเน้นรูปภาพเป็นหลักเนอะ คนไม่ค่อยอ่านสิ่งที่เขียนอยู่ใต้รูปกันเท่าไหร่ ถ้าจะทำ content ลงบนแพลตฟอร์มนี้ก็ต้องนำเสนอด้วยรูปภาพเป็นหลัก หรืออย่าง Youtube น่าจะเห็นภาพชัดมันคือต้องทำ content ออกมาในรูปแบบ video ถ้าเราใส่ตัวหนังสือเข้าไปเยอะ ๆ มันก็ไม่น่าดู เพราะมันเน้นภาพที่เป็นภาพเคลื่อนไหว ถึงต้องเลือกว่าจะใช้แพลตฟอร์มไหน เพราะจะได้ปรับ content ให้เข้ากับแพลตฟอร์มได้ถูก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของขนาดรูปภาพที่เหมาะสมสำหรับแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อให้ content ของเราเห็นได้ชัด ๆ

ขั้นตอนที่ 4 เลือกประเภทของ content มีให้เลือก 2 ประเภทหลัก โดยเราจะอธิบายแบบให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า

1. Evergreen content คือ content ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังกลับมาอ่านได้อยู่ เช่น 5 วิธีดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรง

2. Real-time content คือ content ที่เขียนขึ้นตามกระแสในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง เช่น การท่องเที่ยวจะเป็นอย่างไร หลังวิกฤตโควิด-19

ซึ่งการจะเลือกรูปแบบ content ไหนมาเขียนก็ต้องดูด้วยว่ากระแสตอนนี้มีอะไรให้เล่นบ้าง ถ้าไม่มีก็ใช้ Evergreen content แต่ถ้ามีก็ให้ใช้ Real-time content เกาะกระแสเพื่อให้ content ของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 5 การใช้ SEO มาช่วยเพื่อให้คนหา content ที่เราเขียนเจอ แล้ว SEO คืออะไร? SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ keyword ที่ใส่ไว้ใน content ที่เราเขียน เพื่อให้คนที่เสิร์ชติด keyword ที่เราใส่เอาไว้หาเราเจอ เช่น อย่างบทความนี้ keyword หลักเลยคือ การทำ content , content creator แล้วก็สื่อใหม่ จะเห็นว่ามีหลายจุดมากที่เราใส่ keyword เหล่านี้ไว้ แล้วถ้ามีคนเสิร์ช keyword พวกนี้ก็จะเจอบทความของเรา

ขั้นตอนที่ 6 การตั้งชื่อเรื่อง อันนี้ก็สำคัญมาก เพราะชื่อเรื่องคือสิ่งที่คนจะเห็นเป็นอย่างแรกหลังจากที่เสิร์ชมาเจอ content ของเรา ซึ่งการใส่ SEO ลงไปในชื่อก็เป็น 1 ในวิธีการตั้งชื่อที่จะทำให้คนเข้ามาอ่าน content ของเราด้วยเหมือนกัน และสามารถดูวิธีอื่น ๆ ได้ที่ 7 วิธีตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจจนคนต้องกดอ่าน

และขั้นตอนสุดท้ายคือ ช่วงเวลาที่เหมาะในการเผยแพร่ content มีผลต่อการเข้าถึงเนื้อหาค่อนข้างมาก เช่น วันธรรมดาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการโพสต์เนื้อหาคือช่วงเช้าและช่วงเที่ยง ที่คนพอจะมีเวลาเล่น social หรือติดตามข่าวสารตอนก่อนไปทำงานกับตอนพักกลางวัน แต่ถ้าเป็นวันศุกร์หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เวลาที่เหมาะแก่การลง content ก็จะเป็นอีกเวลาหนึ่ง ซึ่งกดดูได้จาก Link ที่แนบไว้

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเราว่าทุกคนน่าจะเข้าใจเกี่ยวกับการทำ content ลงบนสื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น และได้รู้ว่าการเป็น content creator มันไม่ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินที่จะเป็น ถ้าเราพยายามที่จะเข้าใจมัน ส่วนเรื่องทักษะการเขียนก็ลองฝึกเขียนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เจอสไตล์ของตัวเอง ขนาดกว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ยังมีเข้าใจผิดไปบำเพ็ญทุกรกิริยาเลย กว่าเราจะเป็น expert ได้ก็ต้องลองผิดลองถูกก่อนเหมือนกันถึงจะรู้ว่าอะไรมันผิดแล้วจะแก้ที่ตรงไหนให้ดีขึ้น

บรรณานุกรม

พลอยจันทร์ สุขคง. (11 เมษายน 2563). การท่องเที่ยวจะหน้าตาเป็นอย่างไร หลังวิกฤตโควิด-19. สืบค้นจาก https://thestandard.co/how-tourism-will-look-like-after-coronavirus/

สุพัตรา อัมรานนท์. (23 พฤษภาคม 2562). ขนาดรูปภาพ SOCIAL MEDIA อัพเดทสำหรับปี 2019. สืบค้นจาก https://digitalmarketingwow.com/2019/05/23/ขนาดรูปภาพ-social-media-2019/

Bank. (19 สิงหาคม 2559). ชื่อดีมีชัยไปกว่าครึ่ง! 7 วิธีตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจ จนคนต้องกดอ่าน. สืบค้นจาก https://contentshifu.com/how-to-write-good-headlines/

Bank. (29 ตุลาคม 2559). Evergreen Content v.s Topical Content คอนเทนต์แบบไหนน่าทำกว่ากัน. สืบค้นจาก https://contentshifu.com/evergreen-content-vs-topical-content/

Icediry. (13 กุมภาพันธ์ 2563). อัปเดต! ช่วงเวลาทองของการโพสต์โซเชียล สำหรับปี 2020. สืบค้นจาก https://www.rainmaker.in.th/best-time-to-post-on-social-media-2020/?fbclid=IwAR14zYk4oCkcd51p2IUx6LVz1XALVYa5o7Y87N30U9Wem5u1Ss9gXXvDk10

Orn Smith. (30 สิงหาคม 2559). 4 เทคนิคเขียนบทความ SEO ที่ต้องรู้ ตัวอย่างการเขียนบทความให้กลายเป็นตำนานบน Google. สืบค้นจาก https://contentshifu.com/essential-seo-tips-content-writer/

Pamta Prince. (11 พฤศจิกายน 2562). วิธีคิด Realtime Content สำหรับฝั่งแบรนด์โดยเฉพาะ. สืบค้น จาก https://www.thumbsup.in.th/realtime-content-for-brands

SistaCafe. (24 พฤศจิกายน 2560). 5 วิธีดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรง. สืบค้นจาก https://today.line.me/th/pc/article/5+วิธีดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรง-RQ176q

อิทธิพลของ INFLUENCER ต่อวงการแฟชั่น

เราเชื่อว่าใครที่ชื่นชอบแฟชั่นมาก ๆ จะต้องมีดารา นางแบบ หรือ Celebrity อย่างน้อยสักคนในดวงใจ ที่เราจะตามดูรูปดูวิถีชีวิต ดูทุก ๆ อย่างเกี่ยวกับเขา และสิ่งที่เรามักจะชื่นชมกลุ่มคนเหล่านี้ คือ ‘สไตล์และแฟชั่น’ ยิ่งถ้าเรารู้สึกถูกใจกับสิ่งที่เขาใส่นั้น สิ่งที่เราจะทำต่อมาคือ เราก็จะไปตามหาเพื่อให้ได้มาครอบครองบ้าง และก็มักจะเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยว่า เราได้ตกเป็นเหยื่อการตลาดของเขาเข้าแล้ว แต่จะว่าเป็นเหยื่อก็อาจจะดูเหมือนถูกบังคับ ซึ่งจริง ๆ แล้วนั้นมาจากความเต็มใจของเราล้วน ๆ

ส่วนเหตุผลที่ต้องใช้เหล่า Influencer ในการโปรโมตสินค้าเพราะ แฟชั่นมี ‘วงจร’ เหมือนอย่างภาษาที่มีการเกิดขึ้นและหายไป สุดาดวง เรืองรุจิระ (2541) กล่าวว่า “ความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าชนิดหนึ่ง ความต้องการในแต่ละช่วงเวลามีความแตกต่างกัน บางขณะเป็นช่วงที่สินค้าออกใหม่กำลังเป็นที่นิยม ความต้องการในสินค้านั้นก็มาก แต่เมื่อพ้นระยะเวลานั้นไปแล้ว ความต้องการในตัวสินค้านั้นก็จะลดลง” นั่นหมายความว่าการที่แฟชั่นจะคงอยู่ต่อไปได้ ก็ต้องมีคนใส่ เหล่า Influencer จึงได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในวงการแฟชั่น 

อาจจะยังมีคนนึกภาพตามไม่ถูก งั้นจะมายกตัวอย่าง Influencer ชื่อดังคนนี้ เธอมีชื่อว่า Yoyo Cao เป็นชาวจีน ที่ย้ายไปอยู่ที่สิงคโปร์ เธอมีชื่อเสียงมาจากการทำแบรนด์เสื้อผ้าของตนเอง คือแบรนด์ Exhibit จากนั้นเมื่อได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เธอก็ได้รับเชิญให้ไปงานแฟชั่นวีคต่าง ๆ และด้วยความที่สไตล์ของเธอมีความโดดเด่นจึงทำให้เป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก จนตอนนี้มีจำนวนยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมของเธอมากถึง 3 แสน 8 หมื่น 6 พันคน 

จากรูปดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เธอมักจะสวมใส่เสื้อผ้าจากแบรนด์ต่าง ๆ หลากหลายแบรนด์และนำมาครีเอทเป็นลุคให้เหล่าผู้ติดตามอย่างเรา ๆ ได้ชมกัน โดยเราจะอธิบายอิทธิพลของเหล่า Influencer ด้วยการนำมาเทียบกับกระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อตามทฤษฎีของ Kotler และ Keller (2014) ที่มี 5 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นที่ 1 คือ การรับรู้ถึงปัญหา จากตัวอย่างของ Yoyo ที่เราดูลุคต่าง ๆ ที่เธอครีเอทแล้วเกิดความรู้สึกอยากได้ นั่นคือเรากำลังอยู่ในขั้นแรกของกระบวนการนี้

ขั้นที่ 2 คือ การค้นหาข้อมูล เมื่อเราเกิดความรู้สึกอยากได้สิ่งที่เราอยากจะรู้คือ เสื้อผ้าชิ้นนั้น หรือ ของชิ้นนั้นมาจากแบรนด์อะไร ทาง Yoyo เธอก็ได้อำนวยความสะดวกให้เราอย่างดีด้วยการแท็กชื่อแบรนด์ไว้บนรูปของเธอให้ด้วย

ขั้นที่ 3 การประเมินผลทางเลือก จากตัวอย่าง Yoyo นั้น เธอใช้ของแบรนด์เนมระดับ High-End เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสินค้าแบรนด์เนมเหล่านี้จัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในประเทศเรา เลยทำให้โดนภาษีหนักมาก การเลือกซื้อสินค้าในประเทศจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก เราเลยหันไปใช้บริการร้านพรีออเดอร์ชั้นนำแทน เพราะประหยัดเงินมากกว่า

ต่อมาเป็นขั้นตอนที่ 4 การตัดสินใจซื้อ ก็คือการที่เราตัดสินใจสั่งสินค้าไป และขั้นตอนสุดท้าย คือ พฤติกรรมหลังการซื้อ เราเชื่อว่าทุกคนที่ได้ของมาแล้ว จะต้องเอามาเปรียบเทียบกับภาพที่เห็นว่าเหมือนกันไหม สวยเหมือนในรูปหรือเปล่า ซึ่งในขั้นตอนนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อในครั้งถัดไป

จากตัวอย่างดังกล่าวก็ทำให้เห็นว่า Influencer นั้นมีอิทธิพลต่อวงการแฟชั่นในปัจจุบันมากจริง ๆ เราว่าถึงขั้นเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในวงการนี้เลยก็ว่าได้ เพราะเขาสามารถทำให้ยอดขายของสินค้าแต่ละแบรนด์สูงขึ้นหรือต่ำลงได้เลย จึงไม่แปลกใจว่าทำไมถึงเลือกใช้เหล่า Influencer ในการโปรโมตสินค้า และเลือกมาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อกระตุ้นยอดขาย

อ้างอิง


http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/man/phakphoom_p.pdf (แนวคิดและทฤษฎี)

https://www.instagram.com/yoyokulala/?hl=en (Yoyo Cao)

PONT’S NOTE

แฟชั่น สำหรับเราคือ โล่ ความสุข และ ‘ภาพสะท้อนตัวเอง’ “

แฟชั่น เป็น โล่ ยังไงน่ะหรอ ลองนึกภาพตามนะ สมมติว่าเราไปห้างแล้วเราแต่งตัวไม่ดี เราก็จะถูกมองไม่ดี ได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดี จากคนที่มองคนแค่ภายนอก ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ต้องมองกันที่ภายนอกก่อนทั้งนั้น เพราะเราไม่ได้มีโอกาสหรือมีเวลามากพอที่จะไปทำความรู้จักเขา นี่แหละ ตรงนี้แหละ แฟชั่นจะเป็นเสมือนโล่ที่ปกป้องเราจากสิ่งเหล่านี้ได้ ถ้าเรารู้จักใช้ประโยชน์จากแฟชั่น การที่เรารู้จักแต่งตัวนั้นแสดงให้เห็นถึงรสนิยมและค่านิยมที่แฝงมากับการเลือกชุด และไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเสื้อผ้าที่เราใส่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้แฟชั่นนำเสนอเสื้อผ้าที่มีอยู่ออกมายังไงให้ดูดีมากกว่า

เราเชื่อว่าแต่ละคนก็มีความสุขกับสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน และ ความสุข ของเราก็คือ ‘แฟชั่น’ เพราะเราได้ทำสิ่งที่อยากทำ ได้ใส่สิ่งที่อยากใส่ แฟชั่นไม่มีผิดถูก แค่ต้องดูความเหมาะสม ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้โดนตีกรอบ เราเป็นตัวเราได้เต็มที่ เราคิดว่าบนโลกนี้คงไม่มีอะไรที่จะทำให้มีความสุขได้มากไปกว่าการได้เป็นตัวเอง และเราชอบในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่แล้ว

ส่วนที่เราบอกว่า แฟชั่น คือ ภาพสะท้อนตัวเราเอง ก็อย่างที่บอกไป สไตล์การแต่งตัวสามารถบอกถึงรสนิยมหรือ ค่านิยมต่าง ๆ ได้ และทั้งหมดที่เราแสดงออกมานั่นล่ะ คือ ภาพสะท้อนตัวเราเอง คือความคิด ความเชื่อ ความชอบของเราที่ไปปรากฏบนเสื้อผ้าที่ใส่ ข้าวของที่ใช้ อาจมีหลายคนบอกว่าคนที่แต่งตัวดูแรงแต่ไม่ได้เป็นคนแบบนั้นก็มี อันนั้นก็ใช่ที่เขาอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น แต่การที่เขาเลือกที่จะทำแบบนั้นอย่างน้อย ๆ เขาก็ต้องเห็นว่าสิ่งนั้นดีถึงเลือกที่จะทำ นั่นก็สะท้อนให้เห็นความคิด มุมมอง ทัศนคติของเขาแล้วว่าเขาเป็นคนยังไง และสิ่งเหล่านี้ก็คือส่วนหนึ่งของคน ๆ นั้น

คนอื่น ๆ อาจจะมองแฟชั่นเป็นธุรกิจ เป็นงาน เป็นหน้าที่ หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ทุกคนสามารถคิดต่างได้หมดแค่ต้องยอมรับและเคารพความต่างของคนอื่นด้วย และทั้งหมดนี้คือมุมมองของเราที่มีต่อแฟชั่น