5 สุดยอดหนังแฟชั่นน่าดู

คงต้องพูดถึงกันก่อนว่าหนังแฟชั่นไม่ได้มีแค่การใส่เสื้อผ้าสวย ๆ เดินไปเดินมาในเรื่องกันแค่นั้น เค้ายังเล่าถึง process ต่าง ๆ ก่อนที่เราจะเห็นออกมาเป็น product เนี่ยต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งวงการแฟชั่นก็ไม่ได้มีแค่การทำเสื้อผ้าอย่างเดียวเนอะ ยังมีการทำนิตยสาร การทำโชว์ต่าง ๆ การถ่ายรูป รวมไปถึงการตามหา inspiration ของคนคนนึงว่ามีที่มาจากไหนยังไง แต่วันนี้เราไม่ได้จะแนะนำหนังที่มีตีมหลักเป็นเรื่องแฟชั่นอย่างเดียวหรอกนะ ยังมีหนังที่โดดเด่นในเรื่องของคอสตูมและมีตีมเรื่องความรักเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และขอรับรองถึงความ ‘แซ่บ’ ของทั้งตัวหนังและตัวนักแสดงเลย

The Devil Wears Prada

เรื่องแรก The Devil Wears Prada

เรื่องนี้เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือชื่อเดียวกัน เราว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ เพราะดังมาก เป็นหนังที่เล่าถึงการทำงานในวงการแฟชั่น ซึ่งตัวเอก Andrea (Ann Hathaway) นักศึกษาจบใหม่ที่ความรู้ในเรื่องแฟชั่นเป็นศูนย์ มาสมัครงานเป็นผู้ช่วยของ Miranda Priestly บก. สุดเนี้ยบของนิตยสารแฟชั่นอันดับ 1 ที่เค้าว่ากันว่าคานี้ได้มาจาก Anna Wintour บก. Vogue อเมริกา แอบกระซิบว่า Andrea หลังแปลงโฉมแล้วคือสวยมาก

Breakfast at Tiffany’s

เรื่องที่ 2 Breakfast at Tiffany’s

เรื่องนี้เป็นหนังคลาสสิกในช่วงยุค 60 ที่แสดงโดยไอคอนระดับโลกอย่าง Audrey Hepburn ในบท Holly Golightly สาวสังคมที่ต้องการจะแต่งงานกับมหาเศรษฐี แฟชั่นในเรื่องนี้โดดเด่นมาก ๆ และเป็นต้นกำเนิดของ LBD (Little Black Dress) เดรสสั้นสีดำสำหรับใส่ไปงานเลี้ยงอีกด้วย ซึ่งลุคคลาสสิกที่เป็นที่จดจำมากที่สุดของเธอในเรื่องนี้ก็คือ เดรสสั้นสีดำ แมทช์กับสร้อยมุก และแว่นกันแดด

The Great Gatsby

เรื่องที่ 3 The Great Gatsby

เรื่องนี้ก็ตามชื่อเรื่องเลยเสื้อผ้าหน้าผมมีความ Gatsby vibes ทั้งเรื่อง แล้วชุดก็ไม่ได้ธรรมดานะ เป็นหนังที่ลงทุนกับคอสตูมมาก เพราะออกแบบโดย Miuccia Prada ดีไซน์เนอร์ของ Prada และมีนักแสดงนำของเรื่องอย่าง Leonardo Dicaprio ที่เป็นขวัญใจของใครหลายคน ซึ่งตีมหลักของเรื่องนี้เป็นเรื่องความรัก setting หลัง WWI ช่วงที่อเมริกากำลังรุ่งเรืองแบบสุด ๆ แฟชั่นก็จะหรูหราหมาเห่ามาก ๆ และเพราะหนังเรื่องนี้ทำให้ Gatsby กลายเป็นตีมที่นิยมไปทั่วโลก

Bill Cunningham New York

เรื่องที่ 4 Bill Cunningham New York

เรื่องนี้เป็นสารคดีเกี่ยวกับ Bill Cunningham ช่างภาพสตรีทแฟชั่นระดับ Legend แห่งหนังสือพิมพ์ New York Times ที่มักจะปั่นจักรยานไปแถว ๆ ย่าน Fifth Avenue เพื่อถ่ายรูปคนที่เดินผ่านไปผ่านมาตามถนน เพื่อเอามาลงคอลัมน์ที่เขียนให้แก่หนังสือพิมพ์ New York Times เป็นหนังอีกเรื่องที่ดูแล้วแบบประทับใจใน passion ของเค้านะ แล้วก็รู้สึก inspiring มากหลังจากที่ดู

Coco Before Chanel

รื่องที่ 5 Coco Before Chanel

เรื่องนี้เป็นหนังฝรั่งเศสที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Gabrielle Coco Chanel ที่เล่าตั้งแต่ช่วงที่ยังเป็นแค่ช่างเย็บผ้า ก่อนจะกลายมาเป็นดีไซน์เนอร์ที่รู้จักกันไปทั่วโลก คือ Chanel เป็นแบรนด์ที่แม้แต่คนที่ไม่ได้สนใจแฟชั่นก็ยังรู้จัก เราว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าดูมากอีกเรื่องนึงเลยว่าเค้าทำยังไงถึงมาอยู่ในจุดนี้ได้

นี่เป็นหนัง 5 เรื่องที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนดูมาก ๆ ซึ่ง 3 เรื่องแรก เราว่าคนที่ไม่ได้อินกับแฟชั่นก็สามารถสนุกไปกับหนังได้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ล้วนแต่เป็นหนังดีน่าดูสำหรับทุกคน เราว่าแค่เราเปิดใจก็ได้รู้อะไรใหม่ ๆ อีกเยอะเลย

วิธีการเลือกแว่นให้เข้ากับรูปหน้า

พอกันทีกับการพลาดพลั้งแว่นไม่เข้ากับหน้า ใส่ขึ้นมาแล้วดูแปลก

วันนี้เราเลยจะมาแนะนำแว่นที่เหมาะกับใบหน้าในแต่ละทรงดังนี้

1. หน้าทรงกลม จะมีใบหน้าค่อนข้างสั้น โครงหน้าตั้งแต่โหนกแก้มถึงช่วงสันกรามกว้างเสมอกัน ความกว้างของคางกับหน้าผากจะมีขนาดพอ ๆ กัน ทรงแว่นที่เหมาะกับคนหน้ากลมก็คือแว่นทรงเหลี่ยม เนื่องจากแว่นอยู่ในจุดศูนย์กลางของใบหน้า ก็จะช่วยพรางสายตาให้รูปหน้าเป็นไปตามทรงของแว่นไม่ให้ทุกอย่างดูกลมไปหมด

2. หน้าทรงเหลี่ยม หน้าผากและคางจะค่อนข้างกว้าง และโครงหน้าด้านข้างจะเป็นเส้นตรงซึ่งพอเชื่อมกับสันกรามแล้วจะทำให้ใบหน้าเป็นทรงเหลี่ยม จึงเหมาะกับแว่นทรงกลมหรือแว่นทรงโค้งที่ไม่มีมุมตัดแบบหักมุม

3. หน้ารูปไข่ หน้าผากจะไม่กว้างมาก โหนกแก้มจะเป็นจุดที่กว้างที่สุดของใบหน้า แล้วค่อย ๆ เรียวลง เป็นทรงเดียวกับไข่ ซึ่งรูปหน้านี้สามารถใส่แว่นได้ทุกทรง

4. หน้าทรงเพชร จะมีหน้าผากแคบ คางเรียวเหมือนฐานของเพชร และมีโหนกแก้มสูง เหมาะกับแว่นทรงรีหรือทรงกลมเพื่อเพิ่มความมนให้กับใบหน้า

Tips :

1. การเลือกสีของแว่นถ้าเป็นคนผิวเข้มให้เลือกแว่นสีอ่อนกว่าสีผิว แต่ถ้าผิวขาวให้เลือกแว่นสีดำหรือสีน้ำตาล เพื่อไม่ให้หน้าดูจืด

2. ถ้าเป็นคนที่หน้าใหญ่ให้เลือกทรงแว่นที่ใหญ่พอจะปิดโหนกแก้มได้เพื่อช่วยพรางให้ใบหน้าดูเล็กลง

อิทธิพลของ INFLUENCER ต่อวงการแฟชั่น

เราเชื่อว่าใครที่ชื่นชอบแฟชั่นมาก ๆ จะต้องมีดารา นางแบบ หรือ Celebrity อย่างน้อยสักคนในดวงใจ ที่เราจะตามดูรูปดูวิถีชีวิต ดูทุก ๆ อย่างเกี่ยวกับเขา และสิ่งที่เรามักจะชื่นชมกลุ่มคนเหล่านี้ คือ ‘สไตล์และแฟชั่น’ ยิ่งถ้าเรารู้สึกถูกใจกับสิ่งที่เขาใส่นั้น สิ่งที่เราจะทำต่อมาคือ เราก็จะไปตามหาเพื่อให้ได้มาครอบครองบ้าง และก็มักจะเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยว่า เราได้ตกเป็นเหยื่อการตลาดของเขาเข้าแล้ว แต่จะว่าเป็นเหยื่อก็อาจจะดูเหมือนถูกบังคับ ซึ่งจริง ๆ แล้วนั้นมาจากความเต็มใจของเราล้วน ๆ

ส่วนเหตุผลที่ต้องใช้เหล่า Influencer ในการโปรโมตสินค้าเพราะ แฟชั่นมี ‘วงจร’ เหมือนอย่างภาษาที่มีการเกิดขึ้นและหายไป สุดาดวง เรืองรุจิระ (2541) กล่าวว่า “ความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าชนิดหนึ่ง ความต้องการในแต่ละช่วงเวลามีความแตกต่างกัน บางขณะเป็นช่วงที่สินค้าออกใหม่กำลังเป็นที่นิยม ความต้องการในสินค้านั้นก็มาก แต่เมื่อพ้นระยะเวลานั้นไปแล้ว ความต้องการในตัวสินค้านั้นก็จะลดลง” นั่นหมายความว่าการที่แฟชั่นจะคงอยู่ต่อไปได้ ก็ต้องมีคนใส่ เหล่า Influencer จึงได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในวงการแฟชั่น 

อาจจะยังมีคนนึกภาพตามไม่ถูก งั้นจะมายกตัวอย่าง Influencer ชื่อดังคนนี้ เธอมีชื่อว่า Yoyo Cao เป็นชาวจีน ที่ย้ายไปอยู่ที่สิงคโปร์ เธอมีชื่อเสียงมาจากการทำแบรนด์เสื้อผ้าของตนเอง คือแบรนด์ Exhibit จากนั้นเมื่อได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เธอก็ได้รับเชิญให้ไปงานแฟชั่นวีคต่าง ๆ และด้วยความที่สไตล์ของเธอมีความโดดเด่นจึงทำให้เป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก จนตอนนี้มีจำนวนยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมของเธอมากถึง 3 แสน 8 หมื่น 6 พันคน 

จากรูปดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เธอมักจะสวมใส่เสื้อผ้าจากแบรนด์ต่าง ๆ หลากหลายแบรนด์และนำมาครีเอทเป็นลุคให้เหล่าผู้ติดตามอย่างเรา ๆ ได้ชมกัน โดยเราจะอธิบายอิทธิพลของเหล่า Influencer ด้วยการนำมาเทียบกับกระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อตามทฤษฎีของ Kotler และ Keller (2014) ที่มี 5 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นที่ 1 คือ การรับรู้ถึงปัญหา จากตัวอย่างของ Yoyo ที่เราดูลุคต่าง ๆ ที่เธอครีเอทแล้วเกิดความรู้สึกอยากได้ นั่นคือเรากำลังอยู่ในขั้นแรกของกระบวนการนี้

ขั้นที่ 2 คือ การค้นหาข้อมูล เมื่อเราเกิดความรู้สึกอยากได้สิ่งที่เราอยากจะรู้คือ เสื้อผ้าชิ้นนั้น หรือ ของชิ้นนั้นมาจากแบรนด์อะไร ทาง Yoyo เธอก็ได้อำนวยความสะดวกให้เราอย่างดีด้วยการแท็กชื่อแบรนด์ไว้บนรูปของเธอให้ด้วย

ขั้นที่ 3 การประเมินผลทางเลือก จากตัวอย่าง Yoyo นั้น เธอใช้ของแบรนด์เนมระดับ High-End เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสินค้าแบรนด์เนมเหล่านี้จัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในประเทศเรา เลยทำให้โดนภาษีหนักมาก การเลือกซื้อสินค้าในประเทศจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก เราเลยหันไปใช้บริการร้านพรีออเดอร์ชั้นนำแทน เพราะประหยัดเงินมากกว่า

ต่อมาเป็นขั้นตอนที่ 4 การตัดสินใจซื้อ ก็คือการที่เราตัดสินใจสั่งสินค้าไป และขั้นตอนสุดท้าย คือ พฤติกรรมหลังการซื้อ เราเชื่อว่าทุกคนที่ได้ของมาแล้ว จะต้องเอามาเปรียบเทียบกับภาพที่เห็นว่าเหมือนกันไหม สวยเหมือนในรูปหรือเปล่า ซึ่งในขั้นตอนนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อในครั้งถัดไป

จากตัวอย่างดังกล่าวก็ทำให้เห็นว่า Influencer นั้นมีอิทธิพลต่อวงการแฟชั่นในปัจจุบันมากจริง ๆ เราว่าถึงขั้นเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในวงการนี้เลยก็ว่าได้ เพราะเขาสามารถทำให้ยอดขายของสินค้าแต่ละแบรนด์สูงขึ้นหรือต่ำลงได้เลย จึงไม่แปลกใจว่าทำไมถึงเลือกใช้เหล่า Influencer ในการโปรโมตสินค้า และเลือกมาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อกระตุ้นยอดขาย

อ้างอิง


http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/man/phakphoom_p.pdf (แนวคิดและทฤษฎี)

https://www.instagram.com/yoyokulala/?hl=en (Yoyo Cao)

PONT’S NOTE

แฟชั่น สำหรับเราคือ โล่ ความสุข และ ‘ภาพสะท้อนตัวเอง’ “

แฟชั่น เป็น โล่ ยังไงน่ะหรอ ลองนึกภาพตามนะ สมมติว่าเราไปห้างแล้วเราแต่งตัวไม่ดี เราก็จะถูกมองไม่ดี ได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดี จากคนที่มองคนแค่ภายนอก ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ต้องมองกันที่ภายนอกก่อนทั้งนั้น เพราะเราไม่ได้มีโอกาสหรือมีเวลามากพอที่จะไปทำความรู้จักเขา นี่แหละ ตรงนี้แหละ แฟชั่นจะเป็นเสมือนโล่ที่ปกป้องเราจากสิ่งเหล่านี้ได้ ถ้าเรารู้จักใช้ประโยชน์จากแฟชั่น การที่เรารู้จักแต่งตัวนั้นแสดงให้เห็นถึงรสนิยมและค่านิยมที่แฝงมากับการเลือกชุด และไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเสื้อผ้าที่เราใส่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้แฟชั่นนำเสนอเสื้อผ้าที่มีอยู่ออกมายังไงให้ดูดีมากกว่า

เราเชื่อว่าแต่ละคนก็มีความสุขกับสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน และ ความสุข ของเราก็คือ ‘แฟชั่น’ เพราะเราได้ทำสิ่งที่อยากทำ ได้ใส่สิ่งที่อยากใส่ แฟชั่นไม่มีผิดถูก แค่ต้องดูความเหมาะสม ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้โดนตีกรอบ เราเป็นตัวเราได้เต็มที่ เราคิดว่าบนโลกนี้คงไม่มีอะไรที่จะทำให้มีความสุขได้มากไปกว่าการได้เป็นตัวเอง และเราชอบในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่แล้ว

ส่วนที่เราบอกว่า แฟชั่น คือ ภาพสะท้อนตัวเราเอง ก็อย่างที่บอกไป สไตล์การแต่งตัวสามารถบอกถึงรสนิยมหรือ ค่านิยมต่าง ๆ ได้ และทั้งหมดที่เราแสดงออกมานั่นล่ะ คือ ภาพสะท้อนตัวเราเอง คือความคิด ความเชื่อ ความชอบของเราที่ไปปรากฏบนเสื้อผ้าที่ใส่ ข้าวของที่ใช้ อาจมีหลายคนบอกว่าคนที่แต่งตัวดูแรงแต่ไม่ได้เป็นคนแบบนั้นก็มี อันนั้นก็ใช่ที่เขาอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น แต่การที่เขาเลือกที่จะทำแบบนั้นอย่างน้อย ๆ เขาก็ต้องเห็นว่าสิ่งนั้นดีถึงเลือกที่จะทำ นั่นก็สะท้อนให้เห็นความคิด มุมมอง ทัศนคติของเขาแล้วว่าเขาเป็นคนยังไง และสิ่งเหล่านี้ก็คือส่วนหนึ่งของคน ๆ นั้น

คนอื่น ๆ อาจจะมองแฟชั่นเป็นธุรกิจ เป็นงาน เป็นหน้าที่ หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ทุกคนสามารถคิดต่างได้หมดแค่ต้องยอมรับและเคารพความต่างของคนอื่นด้วย และทั้งหมดนี้คือมุมมองของเราที่มีต่อแฟชั่น